วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

How to ละลายหลัง ถ่ายยังไง? ไปดู...

สวัสดีผู้ที่หลงเข้ามาอ่านทุกท่าน
สำหรับยุคนี้ กล้องดิจิตอลกลายเป็นสิ่งที่คัญมากๆ ไปซะแล้ว ตั้งแต่กล้องมือถือ กล้องคอมแพค และกล้องเปลี่ยนเลนส์ตัวเล็กตัวใหญ่ทั้งหลาย และสิ่งที่มือใหม่ชอบถามกันซะเหลือเกิน ก็ไม่พ้นคำว่า "ถ่ายรูป...ละลายหลังยังไง"
สำหรับบล็อคนี้จะนำเสนอหลักการที่จะบอกว่า ทำยังไง...ถึงจะละลายหลังได้มาก
ถ้าทำได้ รับรองว่าได้โบเก้ดวงโตๆ แน่นอน!

หมายเหตุ : บทความสำหรับกล้องดิจิตอล ไม่เหมาะกับผู้ใช้กล้องมือถือ




ตัวแปรสำหรับละลายหลัง

ตัวแปรหลักๆ มีแค่ไม่กี่อย่างครับ ตามนี้
  1. รูรับแสง (F-stop)
  2. ทางยาวโฟกัสของเลนส์ (Focal length)
  3. ระยะห่างระหว่างกล้องถึงตัวแบบ
  4. ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับฉากหลัง
  5. ขนาดเซ็นเซอร์รับภาพ
มีแค่นี้แหละ... มาดูรายละเอียดกัน

1. รูรับแสง (F-stop)

รูรับแสง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วครับ
ยิ่งเราใช้เลนส์ที่ F-stop ต่ำ เราได้จะได้แสงเพิ่มขึ้น และ DOF บางลง และจุดนอกโฟกัสจะชัดขึ้นเมื่อค่า F-stop สูงขึ้น ตามภาพ

คำบรรยายใต้ภาพ จากซ้ายไปขวา : ค่า F-stop / สปีดชัตเตอร์ / ISO
ตัวอย่างค่ารูรับแสง หากภาพเล็กเกิน คลิกขวา -> เปิดรูปภาพในแท็บใหม่


2. ทางยาวโฟกัสของเลนส์ (Focal length)

เป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับค่า F ข้างบน โดยให้เข้าใจไว้เลยว่า ยิ่งใช้เลนส์ช่วงยาวๆ ฉากหลังจะดูเบลอมากกว่าเลนส์ช่วงสั้นๆ
ภาพเปรียบเทียบความสามารถของการละลายหลัง ของเลนส์ในแต่ละระยะ

ผมเทสด้วยเลนส์ 4 ระยะ ซึ่งใช้ F ต่ำที่สุดเท่าที่เลนส์ตัวนั้นจะทำได้นะครับ
จากภาพ จะเห็นว่าฉากหลังเบลอมากขึ้นตามทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่สูงขึ้น ทั้งๆ ที่เลนส์ระยะยาวๆ มี F-stop ต่ำกว่าด้วยซ้ำ
หมายความว่า นอกจากค่า F ที่ต้องต่ำแล้ว ทางยาวโฟกัสของเลนส์ก็มีผลมากด้วย
ยิ่งใช้เลนส์ช่วงยาว และ F ต่ำด้วย ก็ยิ่งละลายหลังได้มาก โบเก้ดวงใหญ่ตามไปด้วย

แต่ทั้งนี้ จะเลือกเลนส์ที่ช่วงเท่าไร ก็ขึ้นกับความชอบและโอกาสในการใช้งานด้วย ว่าจะถอยไหวมั้ย ส่วนตัวถ้าใช้ถ่ายคน ผมชอบ 85mm F1.8 มากที่สุดแล้วครับ
(ผมใช้กับกล้อง Sony Nex-5R ที่เป็นกล้อง APS-C ตัวคูณ x1.5 ซึ่งระยะ 85mm ไม่ได้ถอยลำบากเท่าไร และได้โบเก้ดวงใหญ่เพียงพอแล้ว)


3. ระยะห่างระหว่างกล้องถึงตัวแบบ

เมื่อเราเข้าใกล้วัตถุที่โฟกัสมากขึ้น ฉากหลังจะถูกเบลอมากขึ้นด้วย
เข้าใจเท่านี้พอ...
ระยะปกติ

โฟกัสใกล้กว่าเดิม

ตรงนี้ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูภาพ และสังเกตุฉากหลังก็พอ
จากภาพ จะเห็นว่า เมื่อเข้าใกล้วัตถุมากขึ้น ฉากหลังที่ดูรกๆ จะเบลอมากกว่าเดิมด้วย
และนี่คือสาเหตุที่กล้องมือถือเองก็ถ่ายหลังเบลอได้ หากถ่ายวัตถุในระยะใกล้ๆ
กล้องมือถือก็ละลายหลังได้ แต่ต้องถ่ายวัตถุที่ระยะใกล้ๆ

เพราะถ่ายในระยะใกล้มาก ถึงจะเป็นเซ็นเซอร์รับภาพจิ๋วๆ ของกล้องมือถือ ก็ละลายหลังได้เหมือนกัน
แต่ถ้าจะเอาไปถ่ายคนครึ่งตัว...ลืมๆ เรื่องนี้ไปเถอะ


4. ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับฉากหลัง

เวลาถ่ายภาพที่เน้นละลายหลัง จำเป็นต้องหาฉากหลังที่ไกลตัวแบบหน่อยนะครับ
เพราะถ้าเรามีฉากหลังที่ไกลหน่อย ฉากหลังจะดูเบลอมากขึ้นด้วย
ตามภาพเลยครับ
ฉากหลังอยู่ใกล้

ฉากหลังอยู่ไกล

จากภาพ ลองสังเกตุต้นมะพร้าวในภาพที่ 2 จะเห็นว่าโบเก้ดวงใหญ่กว่าและฉากหลังฝั่งซ้ายดูเบลอกว่าฝั่งขวาด้วย


5. ขนาดเซ็นเซอร์รับภาพ

อันนี้ต้องไปอ่านเรื่อง ทำความรู้จักกับ Crop factor บนกล้องตัวคูณ และการเทียบระยะ ก่อนซักรอบนึง
การที่ภาพของเราโดนครอปด้วยขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพ มีผลทำให้เราใช้การละลายหลังตามข้อ 3. ยากขึ้น เพราะหากใช้เลนส์ระยะเดียวกัน กล้องตัวคูณต้องถอยมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้ตัวแบบขนาดเท่ากัน

แถมท้ายเรื่อง DOF

DOF เป็นคำที่มาคู่กับความรู้เรื่องการถ่ายภาพละลายหลังเลยล่ะครับ โดย
DOF(Depth of Field) เป็นชื่อเรียกพื้นที่ที่ภาพชัด หากพูดถึงภาพชัดตื้น หรือ DOF บาง จะหมายถึงภาพที่มีระนาบความคมชัดน้อย ฉากหน้าเบลอ ฉากหลังเบลอ จุดโฟกัสชัด
และหากพูดถึงภาพชัดลึก หรือ DOF หนา จะหมายถึงภาพที่มีระนาบความคมชัดสูง ฉากหน้าและหลังเบลอน้อย หรือชัดทั้งภาพเลยก็ได้
ภาพหน้าเบลอ หลังเบลอ

จะเห็นว่า ผมโฟกัสเหรียญที่ 2 และจุดที่ห่างจากจุดโฟกัสจะเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ (เหรียญที่ 4 เบลอกว่าเหรียญที่ 3) นี่เป็นเหตุผลที่บอกให้อยู่ห่างจากฉากหลังไว้บ้าง หากต้องการภาพถ่ายละลายหลัง

เรื่องราวของการละลายหลังก็ประมาณนี้ หากไม่เข้าใจก็กลับขึ้นไปอ่านใหม่ เอ้ย ลองสอบถาม หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะครับ


FAQ

ต่อไปเป็น FAQ ที่น่าจะถามกันเยอะ
Q: ถ้าอยากซื้อเลนส์ถ่ายคน เน้นละลายหลัง ควรเลือกเลนส์อะไร
A: เบื้องต้น ใช้เลนส์ระยะ 35mm สำหรับกล้องตัวคูณ x1.5 (APS-C) และ 25mm บนกล้อง x2 (M4/3) และเลือกตัวที่ F ต่ำหน่อย (F1.8 หรือต่ำกว่าก็ดี) หรือระยะยาวกว่านี้เท่าที่จะถ่ายไหว

Q: เลนส์คิต ละลายหลังได้มั้ย
A: ได้ครับ แต่ก็ได้เท่าที่ความสามารถมันจะไหว
วิธีการถ่าย ใช้โหมด A ซูมสุด ตั้งค่า F ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้(น่าจะ F5.6) แล้วก็เข้าใกล้ตัวแบบเยอะๆ หน่อย(เหลือฉากหลังน้อยๆ) ก็จะเห็นฉากหลังเบลอๆ ออกมาบ้างครับ

Q: เลนส์ระยะไหน ละลายหลังดีที่สุด
A: ถ้าเป็นเลนส์ฟิกส์ เริ่มที่ 50mm(ระยะเทียบเท่า FF) ขึ้นไปเลยครับ และก็เพิ่มระยะเรื่อยๆ จนถอยไม่ไหวกันไปข้าง ><
ส่วนตัวผมสบายๆ ที่ 85mm ครับ(กล้อง APS-C) ระยะถ่ายคนครึ่งตัวกำลังดี โบเก้ดวงใหญ่ใช้ได้แล้ว
ระยะยาวกว่านี้ สำหรับผมเริ่มจะลำบาก แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนด้วย

Q: ใช้ F ต่ำแล้วโฟกัสยาก แก้ไขยังไง
A: เป็นปกติครับ ยิ่งที่เลนส์ละลายหลังดี หมายถึงมีจุดชัดน้อย การโฟกัสให้เข้าก็จะยากตามไปด้วย หากใช้เลนส์มือหมุน ลองดูว่าตัวกล้องมีระบบช่วยโฟกัสหรือไม่(กล้อง Mirrorless จะสะดวกกว่าตรงนี้) แล้วเปิดใช้ระบบช่วยโฟกัส
หรืออีกวิธีคือ เพิ่มค่า F ให้สูงขึ้น ระยะชัดจะมากขึ้น ทำให้โฟกะสง่ายขึ้นตามไปด้วย แต่ก็จะละลายหลังน้อยลง
ตรงนี้ตรงกับคำว่า High-risk High-return ครับ ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนยิ่งงาม

ก็ประมาณนี้ล่ะครับ กับการถ่ายภาพแนวละลายหลัง
หวังว่า จะเลือกเลนส์ที่เหมาะกับตัวเอง และสนุกกับการละลายฉากหลังนะครับ สวัสดี. . .

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักกับ Crop factor บนกล้องตัวคูณ และการเทียบระยะ

เรื่องนี้อาจเป็นอะไรที่ปวดหัวไม่น้อย สำหรับคนที่เพิ่งจะเล่นกล้อง
ที่ต้องคอยถามว่า เลนส์นี้ใส่กล้องนี้ ระยะเท่าไร โดยที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่าทำไมถึงกลายเป็นระยะเท่านี้
ซึ่งสำหรับคนใช้กล้อง DSLR น่าจะคุ้นเคยกับคำว่ากล้อง FF กับกล้องตัวคูณ
แล้ว... ทำไมถึงเรียกตัวคูณ ถ้าสงสัย ด้านล่างมีคำตอบให้ครับ

Crop Factor คืออะไร

ก่อนอื่นต้องบอกว่า Crop factor มีไว้สำหรับเทียบองศารับภาพของเลนส์ ระหว่างกล้อง 2 ตัวที่มีเซ็นเซอร์รับภาพขนาดต่างกัน
ซึ่งตัวเซ็นเซอร์รับภาพ คือพื้นที่ที่ตัวกล้องเก็บข้อมูลภาพจากเลนส์ที่ถ่ายออกมาได้
เป็นพื้นที่กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวๆ ด้านในกล้อง(ภาพด้านล่าง)

credit : http://www.theinspiredeye.net
บน : เซ็นเซอร์ขนาด Full Frame
ล่าง เซ็นเซอร์ขนาด APS-C

*ที่ใช้ตัวอย่างเป็นกล้อง Mirrorless เพราะมันเห็นส่วนของเซ็นเซอร์รับภาพง่ายกว่ากล้อง DSLR น่ะ

ด้วยความที่กล้องแต่ละฟอร๋แมต มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพไม่เท่ากัน ก็เลยส่งผลทำให้ภาพที่ได้ต่างกันไปด้วย ตามภาพด้านล่าง
credit : http://www.better-digital-photo-tips.com

เหตุที่ถูกเรียกว่า Crop factor ก็เพราะหากเทียบกล้องที่เซ็นเซอร์รับภาพใหญ่ กับกล้องเซ็นเซอร์รับภาพเล็ก ภาพที่ได้จากเซ็นเซอร์ที่เล็กกว่าจะเหมือนถูกหั่นขอบออกไป(เหมือนการ Crop ภาพออกด้วยโปรแกรม)
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมกล้องที่มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพไม่เท่ากัน ถึงต้องมีการเทียบทางยาวโฟกัสของเลนส์เมื่อเทียบระหว่างกล้องที่มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพใหญ่ไม่เท่ากัน

แล้ว...ใช้เทียบกันยังไง

Crop factor มักเอาไว้เทียบองศารับภาพของเลนส์ กับกล้องที่เซ็นเซอร์รับภาพขนาดไม่เท่ากัน โดยเทียบกับ FF เป็นหลัก
โดยตามสูตร จะกำหนดให้มีตัวคูณดังนี้ (ขอระบุเฉพาะกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้นะครับ)
x1    = Full Frame (Canon EF , Nikon FX , Sony A7 เป็นต้น)
x1.5 = APS-C (Nikon DX , Sony
x1.6 = APS-C (Canon EF-S)
x2    = M4/3 (Olympus , Panasonic)
x2.7 = Nikon1 , Samsung NX-mini
x4.7 = Pentax Q7 , Q-S1
x5.6 = Pentax Q,Q10

วิธีคำนวนก็ไม่ยากครับ สูตรมีแค่ ทางยาวโฟกัส x Crop factor = ทางยาวโฟกัส(เทียบเท่า FF)
ตัวอย่าง
ใช้กล้อง Nikon D5500 ติดเลนส์ 35mm F1.8 ต้องการรู้ว่าจะได้องศา
ตัว D5500 เป็นกล้อง APS-C ใช้ Crop factor x1.5
อ้างสูตรมาเลย จะได้ 35 x 1.5 = 52.5mm

สรุปได้ว่า กล้อง Nikon D5500 ซึ่งเป็นกล้องตัวคูณ(APS-C x1.5) เมื่อใช้เลนส์ 35mm
จะได้องศารับภาพเทียบเท่ากล้อง Full Frame (x1) ที่ใช้เลนส์ 50mm
หากใช้กล้องขนาดอื่น ก็เปลี่ยนค่าเอานะครับ

เมื่อไรที่จะต้องเอา Crop factor มาเทียบกัน

ใช้เมื่อต้องการทราบว่า เลนส์ระยะนี้ของกล้องเรา จะได้ระยะกว้างกว่า เท่ากัน หรือแคบกว่ากล้องอีกตัวหรือไม่
เช่น Fuji X-A2 + 27mm F/2.8 เทียบกับ Olympuis E-PL7 + 20mm F/1.7 ตัวไหนได้ภาพกว้างกว่า?
หรือ กล้อง Canon 6D + 85mm F/1.2 เทียบกับ Panasonic GX8 + 42.5mm F/1.2 ตัวไหนได้ภาพกว้างกว่า?
ไม่ก็ Sony A7 + 50mm F1.8 เทียบกับ Sony a6000 + 35mm F1.8 ตัวไหนได้ภาพกว้างกว่า?
ถ้ารู้ว่ากล้องตัวไหนใช้ Crop factor เท่าไร อยากให้ลองคูณตามสูตรดู จะรู้คำตอบครับ...
...ว่าโดนผมแกล้ง :p

จริงๆ แล้ว ผู้ผลิตคูณระยะให้เรียบร้อยแล้ว

แม้สูตรจะดูน่าปวดหัวไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่คุ้ยเคยกับเรื่องนี้
แต่ด้วยคำว่าเลนส์คิต คือระยะที่ครอบคลุมสำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ว่าจะกล้องอะไร มันก็จะได้ระยะเลนส์ที่กว้างพอๆ กัน
ตรงนี้ผู้ผลิตเขาคิดไว้แล้วครับ ว่าทำยังไงมันถึงจะกว้างพอๆ กัน
ถ้ามีโบวชัวร์ร้านกล้องติดมือมา สังเกตุชุดคิตที่มากับกล้องนะครับ จะเห็นว่าระยะมันไม่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น
Full Frame : Nikon D750 + 24-120mm
APS-C : Sony a6000 + 16-70mm
M4/3 : Olympus E-M5 II + 12-40mm
ลองคูณดู จะเห็นว่าระยะเริ่มต้นกว้างพอๆ กันเลยครับ

FAQ  คำถามที่น่าจะสงสัย

Q : เทียบระยะเลนส์โดยไม่คูณได้รึเปล่า
A : ได้ หากเทียบระหว่างกล้องที่มีขนาดเซ็นเซอร์เท่าๆ กัน อย่างเช่น Nikon D5500 , Sony a6000 , Fuji X-E2 ซึ่งพวกนี้มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพเท่ากัน ใช้ x1.5 เท่ากัน ก็สามารถเทียบกันโดยไม่ต้องคูณ ก็ได้

Q : แบบนี้ ถ้าใช้เลนส์ที่คูณแล้วระยะเท่ากัน ภาพที่ได้จะเหมือนกันใช่มั้ย
A : ไม่ใช่ คือเรื่อง Crop factor จะช่วยเทียบเรื่ององศารับภาพ ที่ได้เท่านั้น ว่ากว้างเท่ากันหรือไม่
แต่ลักษณะอื่นๆ ที่มากับเลนส์ทางยาวโฟกัสนั้นๆ อย่างเช่นเรื่อง Perspective หรือ DOF ที่ได้จากเลนส์ระยะนั้นๆ จะได้ไม่เหมือนกัน เพราะใช้เลนส์ต่างระยะกัน แค่คูณแล้วได้ภาพกว้างใกล้เคียงกันเท่านั้น

Q : ถ้าไม่ได้เทียบกับกล้อง FF ล่ะ อยากเทียบกับกล้องขนาดอื่น
A : วิธีอย่างง่ายแบบไม่ต้องงงมาก คือคูณระยะให้เป็น FF ทั้งคู่ แล้วค่อยเทียบกัน
เช่น กล้อง Fuji X-A2 + 27mm F/2.8
เทียบกับ Olympuis E-PL7 + 20mm F/1.7
Fuji เทียบกับ FF จะได้ 27mm x 1.5 = 40.5mm
Oly เทียบกับ FF จะได้ 20mm x 2     = 40mm
พอเป็นระยะบน FF แล้ว มันจะเห็นภาพง่ายขึ้นเยอะ ว่าได้ภาพกว้างใกล้เคียงกัน


ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่อง Crop factor แล้ว ปิดท้ายด้วยการเทียบขนาดเซนเซอร์กล้องดิจิตอล กับกล้องมือถือกันหน่อย
สังเกตุกรอบสีเทานอกสุดคือ Full Frame
สีฟ้าและแดง คือ APS-C
สีเขียว คือ M4/3
สีเหลือง ขนาด 1/3" นั่นน่ะ ของ iPhone 6 ครับ เล็กจิ๋ว นิดเดียวเท่านั้น
ก็ไม่ต้องถามเลย ว่าทำไมกล้องแท้ๆ ถึงให้คุณภาพของภาพถ่ายได้ดีกว่ากล้องมือถือ เนื่องด้วยขนาด
ของเซ็นเซอร์รับภาพที่แตกต่างกันมากนั่นเอง

Tips : เซ็นเซอร์รับภาพที่ขนาดใหญ่ ในทางเทคนิคจะให้คุณภาพไฟล์ที่ดีกว่า

หากมีปัญหา ข้อสงสัย สอบถามได้ที่เพจ Light Capture เลยครับ ไม่มั่นใจว่าช่วงนี้จะได้เข้ามาดูบล็อคบ่อยรึเปล่า

ขอบคุณทุกท่านที่  กลั้นใจ  ตั้งใจอ่านจนจบครับ สวัสดี. . .

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักกับพื้นฐานของกล้อง [F-stop , Speed shutter , ISO]

สวัสดี...ผู้ที่หลงเข้ามาทุกท่าน
เมื่อไรก็ตามที่เราอยากจะปรับตั้งค่ากล้องเองบ้าง อาจจะไม่อยากพึ่งโหมด Auto ที่ไม่ค่อยจะได้ดั่งใจ หรือไปอ่าน Tips ทั้งหลายแหล่แล้วอยากจะลองทำตามดู สิ่งที่เราจะเจอแน่ๆ มีอยู่ 3 ชื่อด้วยกัน

  • F-stop (รูรับแสง)
  • Speed shutter (ความเร็วชัตเตอร์)
  • ISO

ก็มีแค่ 3 ค่านี้แหละ วนไปวนมา ซึ่งนี่เป็นค่าพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณได้ภาพดั่งที่คุณต้องการแน่นอน
ถ้าควบคุมได้ และใช้อุปกรณ์ถูกต้องตามหลักการนะ
รายละเอียดและตัวอย่าง เลื่อนลงไปด้านล่างเลยครับ


F-stop หรือรูรับแสง 

คือใบเบลดที่อยู่ในเลนส์ เปิดให้กว้างได้ หรี่ให้แคบก็ได้
มีหน้าที่หลักๆ 2 อย่าง คือควบคุมปริมาณแสง(เปิดกว้าง แสงมาก) และควบคุม DOF(การละลายหลัง ถ้า F ต่ำ ละลายมาก)




Tips : จำนวนใบเบลดในเลนส์ มีผลต่อเหลี่ยมของโบเก้ และแฉกเวลาถ่ายไฟแฉกด้วย
ตัวอย่างใบเบลดในเลนส์ เลนส์ตัวนี้หากหรี่ F จะได้โบเก้ 6 เหลี่ยม และแฉกไฟ 6 แฉก
(ไว้ค่อยลงลึกทีหลัง)

Speed shutter หรือ ความเร็วชัตเตอร์

ชื่อนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกความเร็วในการลั่นชัตเตอร์ ซึ่งสัมพันธ์กับการหยุดความเคลื่อนไหวของภาพ
หากตั้งสปีดไว้สูงๆ จะหยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วๆ ได้
และหากลดสปีดต่ำๆ(เปิดหน้ากล้องนาน) จะได้แสงเข้าไปยังภาพมากขึ้น

ตัวอย่างการใช้สปีดชัตเตอร์ หยุดความเคลื่อนไหวของวัตถุ


สังเกตุที่สปีด 1/1250s. ที่มากที่สุดในภาพ ใบพัดจะเหมือนหยุดนิ่ง แต่เมื่อลดสปีดลงเรื่อยๆ ใบพัดก็จะเริ่มเบลอ(กล้องจับภาพไม่ทัน)

ตัวอย่างการใช้งานแบบสปีดชัตเตอร์ต่ำ (ควรใช้ร่วมกับขาตั้งกล้อง)
ไฟรถเป็นเส้น จากการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ

ISO

เรียกง่ายๆ ว่าค่าโกงแสงละกัน
ค่า ISO นี้ ถ้าใช้สูงขึ้น ภาพจะสว่างขึ้น แต่ก็จะเกิด Noise มากขึ้นด้วย(Noise คือสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า ทำให้ภาพเกิดเม็ดเกรนหยาบๆ สีเพี้ยนๆ) ซึ่งกล้องที่ใช้เทคโนโลยีดีๆ จะเห็น Noise ได้น้อยกว่าที่ ISO เท่ากัน

ปิดท้ายด้วยการฝากเพจขายของครับ https://www.facebook.com/lightcapture.shop/

ระยะ Register ของกล้องกับเลนส์

บทความนี้ เป็นหัวข้อที่ต่อเนื่องจาก เลนส์มือหมุน คืออะไร? แล้ว...เลือกยังไง? มีไว้เพื่อให้คนเลือกเลนส์แล้วใส่ได้ ไม่กลายเป็นเลนส์มาโครภาคบังคับ หรือใช้งานปกติไม่ได้

ระยะ Register เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อยครับ
อีกปัจจัยที่สำคัญ และปวดหัวไม่น้อยกว่าเรื่องเลนส์ระยะไหนดียังไง
เอาแบบสั้นๆ ระยะ Register คือระยะห่างระหว่างท้ายเลนส์และเซ็นเซอร์รับภาพ(สำหรับยุคก่อนคือฟิล์ม) โดยระยะ Register เลนส์ที่ใช้กันก็จะมีประมาณนี้

ตารางระบุระยะ Register ของเลนส์แต่ละเมาท์

ไม่ต้องพยายามจำก็ได้ แค่ใช้มันอ้างอิงก็พอ. . .

กฎเหล็กของเรื่องนี้คือ ถ้าไม่อยากยุ่งยาก แค่ห้ามใช้เลนส์ที่ระยะ Register ต่ำกว่ากล้อง !
เพราะการต่อ Adapter จำเป็นต้องใช้ช่องว่างของระยะที่ห่างกันตรงนี้ครับ
(หากใครเคยใช้เลนส์หลายเมาท์ สังเกตุดีๆ จะเห็นว่า Adapter ที่ไปเลนส์ Canon FD จะเตี้ยกว่า Adapter ไป Nikon)
ก็ต้องเผื่อที่ให้ Adapter มีที่ยืนบ้าง. . .

ทีนี้เรารู้แล้วว่า เวลาจะหาเลนส์มาใช้ ต้องให้ค่า Register ของเลนส์มากกว่ากล้อง ถึงจะต่อ Adapter ได้
แล้วถ้าระยะ Register ของกล้องนั้นๆ ใกล้เคียงกับเลนส์ หรือมากกว่าเลนส์ จะเกิดอะไรขึ้น?
ความเป็นไปได้ก็มีแค่ไม่กี่อย่าง

  1. ต้องใช้ Adaper แบบมีชิ้นเลนส์
  2. กลายเป็นเลนส์มาโคร (โฟกัสใกล้ๆ ได้ แต่โฟกัสไกลๆ ไม่ได้เลย ส่วนใหญ่จะโฟกัสได้ไม่เกินเมตรสองเมตรเท่านั้น)

สำหรับนวัตกรรมที่ให้ Adapter มีชิ้นเลนส์ ใช้เพื่อชดเชยระยะที่ผิดไปจากปกติ ทำให้แหกกฎด้านบนได้
แต่ชิ้นเลนส์ที่ว่า มักจะทำให้คุณภาพของภาพถ่ายลดลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ส่วนข้อ 2 ผมจะเห็นบ่อยๆ จากคนที่ใช้กล้อง Nikon แล้วซื้อเลนส์ M42 แบบไม่มีชิ้นเลนส์มา เจอกันทุกคนครับ กลายเป็นมาโครอาชีพเลยทีเดียว เพราะเงยหน้ามาโฟกัสอะไรไม่ได้ ต้องก้มดูพื้นอย่างเดียว

และหากเลื่อนขึ้นไปดูค่า Register ของกล้องดีๆ จะเห็นว่า กล้อง DSLR ค่อนข้างยุ่งยากในการหาเลนส์มากกว่ากล้อง Mirrorless ครับ

ก็ต้องบอกว่า หากอยากใช้มือหมุนแบบสบายๆ ซื้อกล้อง Mirrorless มาใช้ น่าจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

สวัสดี. . .

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เลนส์มือหมุน คืออะไร?

เลนส์มือหมุนคืออะไร?
คำว่ามือหมุน มาจากการใช้เลนส์มือหมุนเอง ที่ต้องใช้มือหมุนๆ ที่เลนส์เพื่อให้โฟกัสภาพได้ เพราะตัวเลนส์เองไม่มีระบบออโต้โฟกัส(Auto focus : AF) แบบเลนส์สมัยใหม่ จำเป็นต้องโฟกัสด้วยมือ (Manual focus : MF) เท่านั้น
การใช้มือหมุนที่เลนส์ จึงกลายเป็นจุดสังเกตุ และเป็นที่มาของคำว่า เลนส์มือหมุน นั่นเอง

ถามว่าเลนส์มือหมุนเนี่ย มันมีข้อดี มีข้อเสียต่างจากเลนส์ AF ตรงไหน ลองอ่านบล็อคนี้ดูครับ

ข้อสังเกตุว่าเลนส์ตัวนั้นน่าเป็นเลนส์มือหมุน

  1. เก่า : เลนส์มือหมุนส่วนใหญ่เป็นเลนส์ของกล้องฟิล์มเก่าๆ ฉะนั้นถ้ามันเป็นเลนส์เก่ามากๆ แน่นอนว่าเป็นมือหมุน
  2. ไม่มีขั้วไฟฟ้าท้ายเลนส์ : การที่ตัวเลนส์จะใช้ระบบ AF หรือกันสั่นในตัวเลนส์ได้นั้น ตัวเลนส์จะต้องมีขั้วไฟฟ้าที่ท้ายเลนส์ เพื่อให้กล้องจ่ายไฟมาให้เลนส์ใช้กับระบบ AF หรือกันสั่นได้
    ถ้าไม่มีขั้วไฟฟ้า ก็ใช้ AF ไม่ได้แน่นอน

ทำไมเราถึงเลือกเลนส์มือหมุน

  1. ถูก  : สาระสำคัญที่สุดแล้วสำหรับคนงบน้อย โดยเฉพาะเลนส์ F กว้างๆ อยากใช้เลนส์ค่ายก็เจอราคาโหดร้าย ก็เลยต้องหนีไปใช้มือหมุน
    (อย่างในร้านของผมจะมีเลนส์มือหมุน Vivitar 85mm F1.8 ค่าตัว 5,xxx ซึ่งถ้าเทียบกับ AF อย่างเลนส์ Canon 85mm F1.8 ที่ราคา 15,xxx แล้ว มันห่างกันเยอะมาก) 
  2. ทน : เลนส์มือหมุนทนทานกว่าเลนส์ออโต้นะครับ โอกาสเสียมันต่ำกว่าเพราะตัวมันเองไม่มีระบบไฟฟ้า ไม่มีมอเตอร์ ไม่มีสายแพร(เลนส์ AF ส่วนใหญ่ที่ใช้ไปนานๆ ก็เสียเพราะชิ้นส่วนพวกนี้) เรียกได้ว่าถ้าไม่เอาไปโหม่งโลก หรือใช้จนฝ้า-ราขึ้น มันก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน
  3. มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว : จุดเด่นที่หลายๆ คนยอมใช้มือหมุนเก่าๆ  เพราะเลนส์หลายๆ ตัวจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น โบเก้วน หรือขอบฟุ้ง สีหวานๆ อะไรก็ว่าไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นข้อผิดพลาดที่สมัยก่อนยังทำให้มันคม เนียน ไม่ได้เหมือนเลนส์สมัยนี้ แต่ศิลปะมันไม่ได้แบ่งแยกตรงที่เทคโนโลยี ใครว่าสวยก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหา
  4. มันเป็นฟิลลิ่ง : บางคนชอบฟิลลิ่งของมือหมุนครับ ชอบการละเมียดละไม ค่อยๆ หมุนโฟกัสไปมา แล้วค่อยๆ กดชัตเตอร์มันได้อารมณ์กว่า
  5. เลนส์ค่ายไม่มีระยะนั้นๆ ให้ใช้ : ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสงสารหน่อยๆ(โดยเฉพาะคนใช้กล้อง Mirrorless ที่มีตัวเลือกเรื่องเลนส์ต่ำกว่า DSLR พอสมควร) และส่วนใหญ่หากใช้เลนส์เมาท์อื่นก็มักจะใช้ AF ไม่ได้ ใส่ไปกลายเป็นมือหมุนเหมือนเดิม
Tips : แม้จะบอกว่าการใส่เลนส์ข้ามค่ายข้ามเมาท์จะทำให้ใช้ AF ของเลนส์ไม่ได้ แต่ทุกวันนี้มี Adapter บางตัวที่พัฒนาให้มีระบบไฟฟ้าในตัว ทำให้ใช้ระบบ AF จากเลนส์ได้แล้ว เช่น EF to Nex (เลนส์ Canon ใส่กล้อง Sony E-mount)

จะเห็นได้ว่าคนที่เลือกใช้เลนส์มือหมุนก็มีหลากหลายเหตุผล ทั้งความชอบ และความจำเป็น
แต่ก่อนจะซื้อเลนส์มาใช้ซักตัว จำเป็นต้องมีความรู้อยู่บ้าง(ไม่ก็ถามคนขายเอา)
บล็อคนี้จะให้เรื่องที่จำเป็นสำหรับการซื้อเลนส์มือหมุนซักตัวหนึ่ง จะได้หมดปัญหาเรื่องซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้
หลักๆ ก็มีเรื่องของ เมาท์เลนส์-กล้อง ถัดมาคือ การเลือก Adapter  และ ระยะ Register

Lens mount (เมาท์เลนส์)

เมาท์เลนส์ เป็นสิ่งแรกที่จำเป็นจะต้องดู เมื่ออยากหาเลนส์อะไรซักอย่างมาใส่กับกล้องเปลี่ยนเลนส์ เพราะต้องดูว่าเลนส์เป็นเมาท์เดียวกับกล้องหรือไม่ หากไม่ใช่ ต้องหา Adapter อะไรมาใช้ หรือแย่ที่สุดคืออาจจะใส่ไม่ได้ เพราะปัญหาเรื่องค่า Register

ตัวอย่างเมาท์เลนส์ อันนี้เมาท์ Minolta MD


หากเป็นมือหมุนยุคเก่า มักจะต้องใช้ Adapter(ยกเว้น Nikon ที่ใช้เลนส์มือหมุนค่ายตัวเองได้เลย ไม่ต้องหา Adapter) แต่สำหรับมือหมุนยุคใหม่ (เช่น Samyang , Mitakon) จะผลิตเลนส์มาตรงเมาท์อยู่แล้ว เลือกซื้อให้ตรงกับกล้องตัวเอง ก็ไม่ต้องใส่ Adapter

วิธีเลือก Adapter

Adapter แปลงเลนส์ เป็นสิ่งที่จำเป็นเวลาใช้เมาท์เลนส์ไม่ตรงกับกล้อง
(หากเมาท์เดียวกันก็ใส่ได้เลย ไม่ต้องแปลงให้ยุ่งยาก)
เบื้องต้น ต้องรู้ชื่อเมาท์เลนส์ที่จะใส่ และเมาท์กล้องก่อน
โดยวิธีหา Adapter มักมาในชื่อ Adapter เมาท์เลนส์ to เมาท์กล้อง
ตัวอย่างเช่นอันนี้
เล่นของตัวเองละกัน ง่ายดี ไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ภาพ

อันนี้เรียกว่า Adapter M42 to Nex คือเป็น Adapter ที่ให้เรานำเลนส์เมาท์ M42 มาใส่กับกล้อง Sony E-mount(กล้อง Mirrorless ของ Sony รุ่นเก่าๆ จะใช้ชื่อ Sony Nex แต่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว)


อีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวนี้ Adapter Nikon G to M4/3 คือ Adapter แปลงเลนส์เมาท์ Nikon มาใส่กับกล้องระบบ M4/3 (Olympus , Panasonic)

จริงๆ ว่าจะเขียนเรื่องระยะ Register ปิดท้ายซะเลย แต่รู้สึกว่าจะยาวเกินไปแล้ว
 เดี๋ยววันหลังค่อยมาต่อเรื่อง Register กัน 
Update : เขียนเพิ่มให้แล้ว จิ้มเลย --> ระยะ Register ของกล้องกับเลนส์
ถ้าอ่านครบ มั่นใจว่าซื้อเลนส์มา ใช้ได้แน่นอน


ปิดท้ายด้วยการฝาก เพจบน Facebook ไว้ให้กด Like เพื่อดูอัพเดตบล็อคใหม่ และดูของซื้อของขายนะครับ